สร้างบ้านหนึ่งหลัง
ปล่อยคาร์บอนจากตรงไหนบ้าง
โดย ทรงศักดิ์ จันทร์แสนตอ
วิศวกรด้านการก่อสร้าง การผลิตพรีคาสท์ และการพัฒนาระบบก่อสร้าง
เมื่อพูดถึงบ้านที่ช่วยลดโลกร้อน หลายคนอาจนึกถึงแผงโซลาร์เซลล์หรือเครื่องปรับอากาศประหยัดไฟ แต่ในมุมของผมซึ่งทำงานด้านการก่อสร้าง การผลิตพรีคาสท์ในโรงงาน และการพัฒนาระบบก่อสร้างให้ผู้บริโภค เรื่องคาร์บอนเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนบ้านจะถูกสร้าง การตัดสินใจเรื่องแบบ วัสดุ และวิธีก่อสร้าง จึงมีความสำคัญพอ ๆ กับการประหยัดพลังงานเมื่อเข้าอยู่อาศัย
คาร์บอนที่เกิดก่อนและหลังเข้าอยู่
การมองคาร์บอนตลอดอายุอาคารแบ่งได้เป็นสองส่วนหลัก คือ คาร์บอนจากวัสดุและกระบวนการก่อสร้างตลอดวงจรชีวิต หรือ Embodied Carbon ซึ่งรวมการผลิต ขนส่ง ติดตั้ง ซ่อมเปลี่ยน และจัดการเมื่อสิ้นอายุ กับคาร์บอนจากพลังงานระหว่างใช้อาคาร หรือ Operational Carbon เช่น ไฟฟ้าสำหรับแสงสว่างและเครื่องปรับอากาศ คำว่า “คาร์บอน” ในที่นี้ใช้สื่อถึงก๊าซเรือนกระจกที่รายงานเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า [1]
วัสดุและวิธีก่อสร้างเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ
ปูนซีเมนต์มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งจากปฏิกิริยาการผลิตปูนเม็ดและการใช้เชื้อเพลิง ส่วนเหล็กและวัสดุอื่นก็มีภาระจากกระบวนการผลิตของตนเอง [2] ผมจึงมองว่าคำถามแรกของวิศวกรควรเป็น “เราจะใช้วัสดุให้เหมาะสมกับหน้าที่ได้อย่างไร” การออกแบบที่มีประสิทธิภาพและลดความสูญเสียช่วยให้ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า โดยต้องรักษาความปลอดภัย ความทนทาน และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องไว้ครบถ้วน
สำหรับงานพรีคาสท์ การผลิตในโรงงานเปิดโอกาสให้ควบคุมส่วนผสม ใช้แบบหล่อซ้ำ วางแผนการผลิต และลดชิ้นงานเสียได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าพรีคาสท์ทุกโครงการจะมีคาร์บอนต่ำกว่างานหล่อในที่เสมอไป เราต้องนับพลังงานโรงงาน การบ่ม น้ำหนักชิ้นงาน ระยะทางขนส่ง และเครื่องจักรยกติดตั้งร่วมด้วย จึงจะเปรียบเทียบได้อย่างเป็นธรรม
บ้านที่ดีต้องคิดต่อไปถึงการใช้งาน
หลังส่งมอบบ้าน การออกแบบรับแดด การระบายอากาศ ฉนวน และประสิทธิภาพอุปกรณ์ มีผลต่อความต้องการพลังงานตลอดหลายปีที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกัน บ้านที่ทนทานและซ่อมบำรุงสะดวกก็ช่วยลดการเปลี่ยนวัสดุก่อนเวลาอันควร ผมจึงเห็นว่าการพัฒนาระบบก่อสร้างใหม่ควรประเมินทั้งคุณภาพการผลิต ความสะดวกในการติดตั้ง และผลต่อผู้ใช้งานระยะยาวไปพร้อมกัน
เริ่มลดคาร์บอนด้วยข้อมูลที่มีอยู่
ในทางปฏิบัติ ผมเสนอให้เริ่มจากบัญชีปริมาณวัสดุ เก็บข้อมูลไฟฟ้า เชื้อเพลิง การขนส่ง และของเสีย แล้วใช้ค่าการปล่อยที่มีแหล่งอ้างอิงคำนวณภายใต้ขอบเขตเดียวกัน หากเปรียบเทียบคอนกรีตสองสูตร ต้องพิจารณาสมรรถนะและอายุใช้งานที่ต้องการด้วย ไม่ควรตัดสินจากชื่อ “กรีน” หรือปริมาณปูนที่ลดลงเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างสมมติ หากคอนกรีตสองสูตรที่มีสมรรถนะเหมาะสมกับงานเดียวกัน มีค่าการปล่อยถึงหน้าโรงงาน 300 และ 240 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อใช้ 100 ลูกบาศก์เมตร จะต่างกัน 6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างวิธีคิด ไม่ใช่ค่ามาตรฐานหรือผลทดสอบจริง และยังไม่รวมความแตกต่างด้านขนส่ง ติดตั้ง และการใช้งาน
สำหรับผม บ้านที่ช่วยลดโลกร้อนควรเป็นบ้านที่ใช้วัสดุอย่างมีเหตุผล ก่อสร้างได้คุณภาพ ใช้พลังงานอย่างเหมาะสม และมีข้อมูลรองรับสิ่งที่กล่าวอ้าง บทบาทของวิศวกรคือทำให้ทางเลือกเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ในต้นทุนที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ พร้อมรักษาความปลอดภัยและประโยชน์ใช้สอยของบ้านไว้ครบถ้วน
แหล่งอ้างอิง
[1] World Green Building Council. Asia Pacific Embodied Carbon Primer (2020).
https://worldgbc.org/wp-content/uploads/2022/07/Asia-Pacific-Embodied-Carbon-Primer_FINAL_v5_240920_1.pdf
[2] International Energy Agency. Cement.
https://www.iea.org/energy-system/industry/cement
ตรวจสอบแหล่งข้อมูล 11 ตุลาคม 2569 | ข้อเสนอเชิงปฏิบัติและตัวอย่างสมมติเป็นมุมมองของผู้เขียน