คาร์บอนฟุตพริ้นท์กับคาร์บอนเครดิต ต่างกันอย่างไร

โดย ทรงศักดิ์ จันทร์แสนตอ
วิศวกรด้านการก่อสร้าง การผลิตพรีคาสท์ และการพัฒนาระบบก่อสร้าง

เมื่อเรื่องกรีนและการลดโลกร้อนเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจก่อสร้างมากขึ้น เรามักได้ยินคำว่า “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” และ “คาร์บอนเครดิต” อยู่คู่กัน ในมุมของผมซึ่งทำงานด้านการก่อสร้างและการผลิตพรีคาสท์ การเข้าใจสองคำนี้ให้ถูกต้องช่วยให้เราวางแผนพัฒนาโรงงาน เลือกวัสดุ และสื่อสารกับผู้บริโภคได้ตรงกับข้อเท็จจริง

คาร์บอนฟุตพริ้นท์บอกว่าเราปล่อยเท่าไร

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม องค์กร หรือผลิตภัณฑ์ ภายใต้ขอบเขตการประเมินที่กำหนด โดยแปลงก๊าซแต่ละชนิดให้อยู่ในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สำหรับโรงงาน เราอาจประเมินระดับองค์กรเพื่อดูภาพรวมการปล่อยในช่วงเวลาหนึ่ง หรือประเมินระดับผลิตภัณฑ์เพื่อดูภาระของสินค้าต่อหน่วยที่ระบุ [1]

ตัวอย่างเช่น การประเมินผนังพรีคาสท์ต้องพิจารณาวัตถุดิบและกระบวนการที่อยู่ในขอบเขตที่เลือก ไม่ว่าจะเป็นปูนซีเมนต์ เหล็ก ไฟฟ้า เชื้อเพลิง และการขนส่ง การเปรียบเทียบจึงต้องใช้หน่วย สมรรถนะ และขอบเขตที่สอดคล้องกัน ผนังสองชนิดที่มีพื้นที่เท่ากันแต่อายุใช้งานหรือหน้าที่ต่างกัน อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เทียบกันได้โดยตรง

คาร์บอนเครดิตต้องมีการรับรองผลลดหรือกักเก็บ

คาร์บอนเครดิตเป็นหน่วยของผลการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากโครงการที่ผ่านหลักเกณฑ์และได้รับการรับรอง โดยทั่วไปหนึ่งเครดิตแทนหนึ่งตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สำหรับประเทศไทย T-VER เป็นกลไกภาคสมัครใจที่บริหารโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. ซึ่งมีกระบวนการขึ้นทะเบียนโครงการ ติดตามผล ทวนสอบ และขอรับรองเครดิต [2]

ดังนั้น โรงงานที่ลดการใช้ไฟฟ้าหรือปรับสูตรคอนกรีตจนมีฟุตพริ้นท์ต่ำลง ยังไม่ควรสรุปว่าได้รับเครดิตเพื่อขายทันที ต้องตรวจสอบว่ากิจกรรมนั้นเข้าข่ายระเบียบวิธีและหลักเกณฑ์ที่ใช้หรือไม่ รวมถึงกรณีฐาน สิทธิในผลลด และข้อกำหนดการป้องกันการนับซ้ำ การมีฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงไม่ใช่การรับรองคาร์บอนเครดิต

 

 

ตัวอย่างจากโรงงานพรีคาสท์

สมมติว่าผลิตภัณฑ์พรีคาสท์เดิมมีฟุตพริ้นท์ 300 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหน่วย ต่อมาปรับกระบวนการแล้วเหลือ 270 กิโลกรัม เมื่อประเมินบนขอบเขตและสมรรถนะเดียวกัน จะเห็นการลดลงร้อยละ 10 หากผลิต 1,000 หน่วย ผลต่างที่คำนวณได้เท่ากับ 30 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าโรงงานได้รับคาร์บอนเครดิต 30 เครดิต

ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างสมมติของการเปรียบเทียบฟุตพริ้นท์ การคำนวณเครดิตจริงอาจมีกรณีฐาน ขอบเขต และรายการหักที่ต่างออกไปตามระเบียบวิธีของโครงการ จึงต้องแยก “ผลลดที่เราคำนวณเพื่อปรับปรุงงาน” ออกจาก “เครดิตที่ได้รับการรับรองแล้ว” ให้ชัดเจน

วิศวกรและผู้ประกอบการควรเริ่มจากอะไร

ผมเสนอให้เริ่มจากจัดระบบข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ได้แก่ ปริมาณวัตถุดิบ พลังงาน ผลผลิต และของเสีย แล้วเลือกจุดปรับปรุงที่มีผลต่อทั้งคุณภาพ ต้นทุน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ลดชิ้นงานเสีย วางแผนขนส่ง หรือปรับส่วนผสมโดยทดสอบสมรรถนะให้ครบ เมื่อมีข้อมูลผลลดที่น่าเชื่อถือแล้ว จึงประเมินความเหมาะสมของการขอรับรองผลิตภัณฑ์หรือพัฒนาโครงการเครดิตตามวัตถุประสงค์ของธุรกิจ

สำหรับการสื่อสารกับลูกค้า ผมเห็นว่าควรระบุให้ชัดว่าลดอะไร เทียบกับอะไร ครอบคลุมขั้นตอนไหน และผ่านการทวนสอบหรือรับรองในเรื่องใด การซื้อเครดิตมาชดเชยก็ต้องแยกจากการลดการปล่อยในกระบวนการผลิต เพราะไม่ได้เปลี่ยนปริมาณการปล่อยจริงของกระบวนการนั้นให้หายไป

ผมมองว่าคุณค่าของงานวิศวกรรมสีเขียวเริ่มจากการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและวัดผลได้ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ช่วยให้เรารู้จุดที่จะปรับปรุง ส่วนคาร์บอนเครดิตเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ต้องผ่านการรับรองตามเงื่อนไขของโครงการ ความเข้าใจที่ชัดเจนนี้จะช่วยให้การพัฒนาระบบก่อสร้างสร้างประโยชน์ต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมได้อย่างน่าเชื่อถือ

แหล่งอ้างอิง

[1] อบก. คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์
https://thaicarbonlabel.tgo.or.th/  เมนูฉลากคาร์บอน

[2] อบก. โครงการ T-VER และขั้นตอนการพัฒนาโครงการ
https://tver.tgo.or.th/  เมนู Standard T-VER และ Premium T-VER

ตรวจสอบแหล่งข้อมูล 11 ตุลาคม 2569 | การดำเนินโครงการต้องใช้หลักเกณฑ์ฉบับที่มีผลในขณะยื่น

สร้างบ้านหนึ่งหลัง ปล่อยคาร์บอนจากตรงไหนบ้าง

สร้างบ้านหนึ่งหลัง
ปล่อยคาร์บอนจากตรงไหนบ้าง

โดย ทรงศักดิ์ จันทร์แสนตอ
วิศวกรด้านการก่อสร้าง การผลิตพรีคาสท์ และการพัฒนาระบบก่อสร้าง

เมื่อพูดถึงบ้านที่ช่วยลดโลกร้อน หลายคนอาจนึกถึงแผงโซลาร์เซลล์หรือเครื่องปรับอากาศประหยัดไฟ แต่ในมุมของผมซึ่งทำงานด้านการก่อสร้าง การผลิตพรีคาสท์ในโรงงาน และการพัฒนาระบบก่อสร้างให้ผู้บริโภค เรื่องคาร์บอนเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนบ้านจะถูกสร้าง การตัดสินใจเรื่องแบบ วัสดุ และวิธีก่อสร้าง จึงมีความสำคัญพอ ๆ กับการประหยัดพลังงานเมื่อเข้าอยู่อาศัย

คาร์บอนที่เกิดก่อนและหลังเข้าอยู่

การมองคาร์บอนตลอดอายุอาคารแบ่งได้เป็นสองส่วนหลัก คือ คาร์บอนจากวัสดุและกระบวนการก่อสร้างตลอดวงจรชีวิต หรือ Embodied Carbon ซึ่งรวมการผลิต ขนส่ง ติดตั้ง ซ่อมเปลี่ยน และจัดการเมื่อสิ้นอายุ กับคาร์บอนจากพลังงานระหว่างใช้อาคาร หรือ Operational Carbon เช่น ไฟฟ้าสำหรับแสงสว่างและเครื่องปรับอากาศ คำว่า “คาร์บอน” ในที่นี้ใช้สื่อถึงก๊าซเรือนกระจกที่รายงานเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า [1]

วัสดุและวิธีก่อสร้างเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

ปูนซีเมนต์มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งจากปฏิกิริยาการผลิตปูนเม็ดและการใช้เชื้อเพลิง ส่วนเหล็กและวัสดุอื่นก็มีภาระจากกระบวนการผลิตของตนเอง [2] ผมจึงมองว่าคำถามแรกของวิศวกรควรเป็น “เราจะใช้วัสดุให้เหมาะสมกับหน้าที่ได้อย่างไร” การออกแบบที่มีประสิทธิภาพและลดความสูญเสียช่วยให้ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า โดยต้องรักษาความปลอดภัย ความทนทาน และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องไว้ครบถ้วน

สำหรับงานพรีคาสท์ การผลิตในโรงงานเปิดโอกาสให้ควบคุมส่วนผสม ใช้แบบหล่อซ้ำ วางแผนการผลิต และลดชิ้นงานเสียได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าพรีคาสท์ทุกโครงการจะมีคาร์บอนต่ำกว่างานหล่อในที่เสมอไป เราต้องนับพลังงานโรงงาน การบ่ม น้ำหนักชิ้นงาน ระยะทางขนส่ง และเครื่องจักรยกติดตั้งร่วมด้วย จึงจะเปรียบเทียบได้อย่างเป็นธรรม

บ้านที่ดีต้องคิดต่อไปถึงการใช้งาน

หลังส่งมอบบ้าน การออกแบบรับแดด การระบายอากาศ ฉนวน และประสิทธิภาพอุปกรณ์ มีผลต่อความต้องการพลังงานตลอดหลายปีที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกัน บ้านที่ทนทานและซ่อมบำรุงสะดวกก็ช่วยลดการเปลี่ยนวัสดุก่อนเวลาอันควร ผมจึงเห็นว่าการพัฒนาระบบก่อสร้างใหม่ควรประเมินทั้งคุณภาพการผลิต ความสะดวกในการติดตั้ง และผลต่อผู้ใช้งานระยะยาวไปพร้อมกัน

เริ่มลดคาร์บอนด้วยข้อมูลที่มีอยู่

ในทางปฏิบัติ ผมเสนอให้เริ่มจากบัญชีปริมาณวัสดุ เก็บข้อมูลไฟฟ้า เชื้อเพลิง การขนส่ง และของเสีย แล้วใช้ค่าการปล่อยที่มีแหล่งอ้างอิงคำนวณภายใต้ขอบเขตเดียวกัน หากเปรียบเทียบคอนกรีตสองสูตร ต้องพิจารณาสมรรถนะและอายุใช้งานที่ต้องการด้วย ไม่ควรตัดสินจากชื่อ “กรีน” หรือปริมาณปูนที่ลดลงเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างสมมติ หากคอนกรีตสองสูตรที่มีสมรรถนะเหมาะสมกับงานเดียวกัน มีค่าการปล่อยถึงหน้าโรงงาน 300 และ 240 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อใช้ 100 ลูกบาศก์เมตร จะต่างกัน 6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างวิธีคิด ไม่ใช่ค่ามาตรฐานหรือผลทดสอบจริง และยังไม่รวมความแตกต่างด้านขนส่ง ติดตั้ง และการใช้งาน

สำหรับผม บ้านที่ช่วยลดโลกร้อนควรเป็นบ้านที่ใช้วัสดุอย่างมีเหตุผล ก่อสร้างได้คุณภาพ ใช้พลังงานอย่างเหมาะสม และมีข้อมูลรองรับสิ่งที่กล่าวอ้าง บทบาทของวิศวกรคือทำให้ทางเลือกเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ในต้นทุนที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ พร้อมรักษาความปลอดภัยและประโยชน์ใช้สอยของบ้านไว้ครบถ้วน

แหล่งอ้างอิง

[1] World Green Building Council. Asia Pacific Embodied Carbon Primer (2020).
https://worldgbc.org/wp-content/uploads/2022/07/Asia-Pacific-Embodied-Carbon-Primer_FINAL_v5_240920_1.pdf

[2] International Energy Agency. Cement.
https://www.iea.org/energy-system/industry/cement

ตรวจสอบแหล่งข้อมูล 11 ตุลาคม 2569 | ข้อเสนอเชิงปฏิบัติและตัวอย่างสมมติเป็นมุมมองของผู้เขียน